Pink Bobblehead Bunny
เมโสโปเตเมีย


📍ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร


  เมโสโปเตเมีย เป็นคำภาษากรีก แปลว่า ที่ระหว่างแม่น้ำ ดินแดนที่ชาวกรีกเรียกว่า เมโสโปเตเมียนี้ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำไทกรีสและยูเฟรตีสเป็นส่วนหนึ่งของ”ดินแดนรูปพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์” ซึ่งเป็นดินแดนรูปครึ่งวงกลมผืนใหญ่ ที่ทอดโค้งขึ้นไปจากฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย

          เมโสโปเตเมีย เป็นดินแดนที่อากาศร้อนและกันดารฝน น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นน้ำจากแม่น้ำที่มาจากหิมะละลาย ในฤดูร้อนบนเทือกเขาในอาร์เมเนีย น้ำจะพัดพา เอาโคลนตม ตะกอนมาทับถมชายฝั่งทั้งสอง ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การเอ่อล้นของน้ำในแม่น้ำอันเกิดจากหิมะละลายไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและบางครั้งก็สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ไร่นา ทรัพย์สินและชีวิตผู้คน การกสิกรรมที่จะได้ผลดีในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต้องอาศัยระบบการชลประทานที่มีประสิทธิภาพ
ลุ่มน้ำไทกรีส ยูเฟรตีส ปัจจุบัน

          ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำเป็นเครื่องดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาทำมาหากินในบริเวณนี้ แต่ความร้อนของอากาศก็เป็นเครื่องบั่นทอนกำลังของผู้คนที่อาศัยอยู่ทำให้คนเหล่านั้นขาดความกระตือรือร้น เมื่อมีพวกอื่นเข้ารุกรานจึงต้องหลีกทางให้ผู้ที่เข้ามาใหม่ ซึ่งเมื่ออยู่ไปนานๆเข้าก็ประสบภาวะเดียวกันต้องหลีกให้ผู้อื่นต่อไป พวกที่เข้ามารุกรานส่วนใหญ่มักจะมาจากบริเวณหุบเขาที่ราบสูงทางภาคเหนือและตะวันออกซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขาหินปูนไม่อุดมสมบูรณ์เท่าเขตลุ่มแม่น้ำ และยังมีพวกที่มาจากทะเลทรายซีเรียและอารเบีย เรื่องราวของดินแดนแห่งนี้จึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอารยธรรมของคนกลุ่มต่างๆ หลายกลุ่มมิได้เป็นเรื่องราวของอารยธรรมที่สืบต่อกันเป็นเวลายาวนานดังเช่นอารยธรรมอียิปต์

            บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ตอนล่างเรียกว่าบาบิโลเนีย (Babylonia) เป็นเขตซึ่งอยู่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย มีชื่อเรียกในสมัยหนึ่งว่าชินาร์ (Shina) เกิดจากการทับถมของดินตะกอนที่แม่น้ำพัดพามากล่าวคือในฤดูร้อนหิมะบนภูเขาในอาร์เมเนียละลายไหลบ่าลงมาทางใต้พัดพาเอาโคลนตมมาทับถมไว้ยังบริเวณปากน้ำทำให้พื้นดินตรงปากแม่น้ำงอกออกทุกปี โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 1 ไมล์ครึ่ง ทุกๆ ศตวรรษ (ประมาณปีละ 29 นิ้วครึ่ง)
          อาณาบริเวณที่เรียกว่าเมโสโปเตเมีย มีทิศเหนือจรดทะเลดำ และทะสาบแคสเบียน ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งล้อมรอบด้วยทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกจรดที่ราบซีเรียและปาเลสไตน์ ส่วนทิศตะวันออกจรดที่ราบสูงอิหร่าน

          เมโสโปเตเมียแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนล่างใกล้กับอ่าวเปอร์เซียมีความอุดมสมบูรณ์เรียกว่าบาบิโลเนีย ส่วนบนซึ่งค่อนข้างแห้งแล้งเรียกว่าแอสซีเรีย (Assyria) บริเวณทั้งหมดมีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ มีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ เมื่อชนชาติใดมีอำนาจ ก็เข้าไปยึดครองและกลายเป็นชนชาติเดียวกัน

           นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า ไม่มีแห่งหนตำบลใดจะมีชาติพันธุ์มนุษย์ผสมปนเปกันมากมายเหมือนที่นี่และยังเป็นยุทธภูมิระหว่างตะวันตกกับตะวันออกตลอดสมัยประวัติศาสตร์

        
📍ปัจจัยที่เอื้ออำนวยที่ทำให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

          1. ความคิดสร้างสรรค์ในการรักษา ปรับปรุงและสืบทอดในอารยธรรมของกลุ่มชน 6 กลุ่มคือ

                  1.1 สุเมเรียน (Sumerians)

                  1.2 อัคคาเดียน (Akkadians)

                  1.3 อะมอไรท์ หรือ บาบิโลน(Amorites)

                  1.4 คัสไซท์ (Kassites)

                  1.5 อัสซีเรียน (Assyrians)

                  1.6 แคลเดียน (Chaldeans)

          2. แม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ทำให้เมโสโปเตเมียชุ่มชื้นเกิดการรวมตัวของกลุ่มชนและกำเนิดอารยธรรมเฉพาะขึ้น

          3. พรมแดนธรรมชาติซึ่งมีส่วนช่วยเป็นกำแพงป้องกันศัตรูภายนอก แม้ไม่ดีเท่าแถบลุ่มน้ำไนล์ก็ตาม แต่ก็เอื้ออำนวยให้กลุ่มชนซึ่งผลัดกันขึ้นมีบทบาทในเมโสโปเตเมียสามารถใช้ประโยชน์ของพรมแดนธรรมชาตินี้กำเนิดอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น กล่าวคือทิศเหนือจรดเทือกเขาอเมเนียทิศใต้จรดอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันออกจรดแนวเทือกเขายาว ทิศตะวันตกจรดทะเลทรายอารเบียน


📍วัฒนธรรมเมโสโปเตเมีย

    พัฒนาการวัฒนธรรมสุเมเรียน 2 ระยะ คือ

          1.ระยะวัฒนธรรมอูเบด (Ubaid) ประมาณ 4250-3750 B.C. เป็นสมัยเริ่มอารยธรรมคนเมือง (Urban life)



          2.ระยะวัฒนธรรมอูรุค (Uruk) ประมาณ 3750-3000 B.C.
การประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์มหรืออักษรลิ่มบนแผ่นดินเหนียวส่วนใหญ่ใช้ต้นกกหรือไม้เขียนลงบนแผ่นดินเหนียวกดเป็นรูปลิ่มอักษร จึงถูกเรียกชื่อว่า “คูนิฟอร์ม”แล้วนำไปผึ่งแดด หรือเผาไฟให้แห้งแข็ง
การสร้างผลงานสถาปัตยกรรมเรียกว่า “ซิกกูแรท” เป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายพิรามิดสร้างบนฐานที่ยกระดับจากพื้นดินข้างบนทำเป็นวิหาร ใช้บูชาเทพเจ้า
ซิกกูแรท


มีการใช้อิฐในก่อสร้างและความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ ชาวสุเมเรียนได้สร้างผลงานการก่อสร้างอื่นๆและทำปฏิทินจันทรคติ วันหนึ่งแบ่งเป็นกลางวัน 6 ชั่วโมง กลางคืน 6 ชั่วโมง การนับในหน่วย 60 ซึ่งตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่นการนับ 1 ชั่วโมงมี 60 นาที 1 นาทีมี 60 วินาที วงกลมมี 360 องศา (60 หกครั้ง)
ปฎิทินจันทรคติ
ประมวลกฏหมายฮัมบูราบีเป็นบทบัญญัติที่รวบรวมกฎหมายต่าง ๆ และพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์ฮัมมูราบี ราชาแห่งบาบิโลเนีย และเป็นประมวลกฎหมายที่เก่าแก่ที่สุด ประมวลกฎหมายนี้ถูกคัดลอกไว้โดยการแกะสลักลงบนหินบะซอลต์สีดำสูง 2.25 เมตร ซึ่งต่อมาทีมนักโบราณคดีฝรั่งเศสขุดพบที่ประเทศอิรัก ในช่วงฤดูหนาวปี 1901 ถึง 1902 หินสลักนี้แตกเป็น 3 ชิ้น และได้รับการบูรณะ

มหากาพย์กิลกาเมชเป็นตำนานน้ำท่วมโลกที่เก่าแก่ของบาบิโลน เล่าเรื่องกษัตริย์กิลกาเมชกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ปรากฏในจารึก 12 แท่งด้วยกัน (นักโบราณคดีส่วนมากเชื่อว่าจารึกแท่งที่ 12 นี้ถูกแต่งเพิ่มขึ้นในภายหลัง) ซึ่งสอดคล้องกับตำนานของชาวซูเมอร์ มหากาพย์เรื่องนี้จารึกไว้ในแผ่นดินเหนียวในหอเก็บจารึกของกษัตริย์แห่งอัสซีเรีย  เมื่อราว ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล

สวนลอยแห่งบาบิโลนตำนานกล่าวไว้ว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนสร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่9 ก่อนคริสตกาล โดยคำบัญชาของกษัตริย์”เนบูคัสเนซซาร์”เพื่อเป็นของขวัญแก่  นางอามิธีส ราชินีชาวเปอร์เซียของพระองค์
สวนลอยแห่งบาบิโล 1 ใน 7สิ่งมหัษจรรย์ของโลก

                         สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในเขตพระราชฐาน มีลักษณะคล้ายปิรามิด โดยสร้างซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ นักประวัติศาสตร์จากซิซิลีที่ชื่อ”ดิโอโดโรส” กล่าวว่า ชาวบาบิโลนใช้อิฐและน้ำมันดินเป็นส่วนประกอบสำคัญในการก่อสร้างและเพื่อให้กันน้ำได้ดีนั้น ชาวเมืองจะใช้หญ้าประเภทอ้อหรือกกผสมน้ำมันดิบปูพื้นชั้นแรก แล้วปูทับด้วยอิฐเผาที่เตรียมไว้ ก่อนจะวางตะกั่วทับลงไปบนชั้นบนสุด หลังจากนั้นจึงลงดินที่มีปริมาณมากพอที่จะปลูกต้นไม้ทุกประเภท นับแต่ไม้พุ่มไปจนถึงไม้ยืนต้น น้ำที่ใช้เลี้ยงต้นไม้ในสวนลอยสูบขึ้นมาจากแม่น้ำยูเฟรติสเบื้องล่างมาตามท่อที่ฝังซ่อนไว้อย่างมิดชิดในแต่ละส่วนของระเบียง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกที่นี่เขียวชอุ่ม ให้ดอกและผลได้เป็นอย่างดีแม้ในช่ว ที่แล้งที่สุดกลางฤดูร้อนในทะเลทราย

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

https://www.youtube.com/watch?v=ozKlZLUdzRg


อารยธรรมเกาหลี


          เกาหลีเป็นประเทศหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก  ตามตำนาน เกาหลีก่อตั้งขึ้นในยุค 2,300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เกาหลีได้พัฒนาจนเป็นอิสระจากจีน แต่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน ตลอดประวัติศาสตร์พวกเขา เกาหลีได้ยืมขนบประเพณีและความคิดของจีน อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ดัดแปลงแก่ไขสิ่งที่พวกเขายืมมาให้เหมาะสมกับความต้องการของตนเองเหมือนกับชาวญี่ปุ่น

แจกันเซลาดอนของเกาหลี
เครื่องปั้นดินเผาเซลาดอนมีราคาสูง ทำขึ้นในยุคราชวงศ์โครยอ

          ภูมิศาสตร์ของประเทศเกาหลี เกาหลีเป็นคาบสมุทร ยาวยืดจากทางตอนเหนือของประเทศจีนลงไปทางใต้ บนแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย มีเพียงแม่น้ำยาลู (Yalu) และตูเมน (Tumen) เท่านั้นที่แยกเกาหลีออกจากเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่มากทางตอนเหนือ ดังนั้นการที่จะทำการใด ๆ ระหว่างทั้งสองประเทศจึงค่อนข้างง่ายตลอดประวัติศาสตร์ เกาหลียังอยู่ใกล้กับเกาะญี่ปุ่น บางครั้ง วัฒนธรรมจีนก็ได้แพร่กระจายไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านทางเกาหลี
ภูเขาแดดุนซันและบริเวณพื้นที่โดยรอบ แสดงให้เห็นภาพภูมิทัศน์ที่เป็นหินของคาบสมุทรเกาหลี

          การก่อตั้งเกาหลี  ผู้คนที่อาศัยอยู่ครั้งแรกในเกาหลีอาจเป็นเผ่าร่อนเร่มาจากทางเหนือ พวกเขาอาศัยอยู่เป็นเผ่าพันธุ์  เมื่อ 108 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จีนฮั่นได้บุกรุกเกาหลีตอนเหนือ ชาวเกาหลีต่อต้านและได้ดินแดนที่เสียไปมากที่สุดกลับคืนมา ประมาณ 75 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาอีก 700 ปี อาณาจักรสามก๊กหลักได้เกิดขึ้นในเกาหลี อาณาจักรเหล่านี้ต่อสู้เพื่ออำนาจสูงสุดหรือการปกครองคาบสมุทรเกาหลี

          อาณาจักรซิลลา (Silla kingdom) ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ได้พิชิตอาณาจักรอีกสองแห่ง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 และได้ขับไล่ชาวจีนทีเหลืออยู่ออกไป อาณาจักรซิลลา ได้รวมเกาหลีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นครั้งแรก  แต่ในไม่ช้า ขุนนางชิลลาได้ต่อสู้กันเองเพื่อแย่งอำนาจ ชาวนายังได้ก่อกบฏอีกด้วย ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้อาณาจักรซิลลาล่มสลายในคริสต์ศักราช 935 อาณาจักรที่ชื่อว่า โครยอ (Koryo kingdom) ก็เข้ามาแทนที่ ชื่อ Korea ได้วิวัฒนาการมาจากชื่อของอาณาจักรนี้


          จีนเข้ามามีอิทธิพลต่อเกาหลี นักปกครองอาณาจักรโครยอ ได้จำลองการปกครองตามการปกครองของจีน เกาหลียังได้เรียนรู้การเพาะปลูกข้าวและบางครั้งก็เรียนรู้การผลิตกระดาษจากจีน นอกจากนี้พวกเขาดัดแปลงแก้ไขรูปแบบศิลปะจีน รวมทั้งวิธีการทำเครื่องปั้นดินเผา ในความเป็นจริง เกาหลีเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่อง ศิลาดล (Celadon - SEHL•uh•DAHN – ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่เผาในอุณหภูมิสูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส) ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เคลือบเงาสีเขียวปนฟ้า เกาหลียังได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบความเชื่อสองระบบจากประเทศจีน คือ ศาสนาพุทธและขงจื้ออีกด้วย พุทธศาสนานำมาใช้เป็นครั้งแรกโดยเหล่าขุนนางและต่อมาก็เป็นคนทั่วไป จากนั้นก็แพร่กระจายจากเกาหลีไปยังประเทศญี่ปุ่น

----------------------------------------

วัดแฮอินซา (Haein-sa Tample)

          วัดแฮอินซาหรือวัดแห่งการสะท้อนแสงบนทะเลอันเงียบสงบ (Temple of Reflection on a Calm Sea) เป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดทางพุทธศาสนาในประเทศเกาหลีใต้  ตามตำนาน วัดสร้างขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 โดยกษัตริย์ของอาณาจักรซิลลา พระองค์ต้องการที่จะยกย่องพระพุทธเจ้าเพราะพระสงฆ์ชาวพุทธสองรูปได้รักษาภรรยาของพระองค์ให้หายจากโรคร้ายแรง
          วัดแฮอินซาเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในฐานะเป็นสถานที่กำเนิดของพระไตรปิฏกเกาหลี (Tipitaka Koreana) ซึ่งเก็บรวบรวมแม่พิมพ์ไม้มากกว่า 81,000 ตัว สืบมาจากกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นแม่พิมพ์ที่จัดเก็บคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโลก
          ในการตระหนักถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพระตรีปิฎกและทางศาสนา องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนวัดแฮอินซาเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในคริสต์ศักราช 1995 (พ.ศ. 2538)
----------------------------------------


แผนที่การขยายอิทธิพลของจีน  ค.ศ.  600 - 1400

          การต่อต้านผู้บุกรุกจากต่างแดน  เกาหลียังคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเป็นอิสระมานานหลายศตวรรษ แต่ก็ต้องต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจากควบคุมของต่างชาติ  ในคริสต์ทศวรรษ 1,231เหล่าผู้พิชิตมองโกลจากจีน ได้บุกเข้ามายังอาณาจักร พวกเขาเรียกร้องส่วยเป็นอันมาก รวมทั้งวัสดุและทหาร พวกเขายังพาเด็กและแรงงานที่มีฝีมือหลายพันคนไปเป็นทาส อิทธิพลมองโกลครอบงำเกาหลีจนถึงคริสต์ทศวรรษที่ 1360 เมื่อจักรวรรดิมองโกลล่มสลาย
          ในคริสต์ศักราช 1392 ตระกูลอี (Yi) ที่เกรียงไกรได้เข้าปกครอง สถาปนาราชวงศ์ใหม่ คือ ราชวงศ์ โชซ็อน (Choson) ซึ่งปกครองเกาหลีเป็นเวลานานกว่า 500 ปี นักปกครองราชวงศ์โชซ็อน ได้เลือกเมืองหลวงใหม่ เรียกว่า โซล (Seoul) บนฝั่งแม่น้ำฮัน (Han River) ในตอนกลางของประเทศ พวกเขาได้ดำเนินการเสริมสร้างการป้องกันให้เข้มแข็ง ด้วยการสร้างป้อมตามแนวชายแดนภาคเหนือที่ติดกับประเทศจีนและขับไล่โจรสลัดญี่ปุ่นจากฐานที่บนเกาะออกจากชายฝั่ง การกระทำเหล่านี้ได้นำมาสันติภาพมาสู่เกาหลีเป็นระยะเวลานาน  อย่างไรก็ตาม ในคริสต์ศักราช 1592 กองทัพญี่ปุ่นได้บุกเกาหลี  ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรจีน เกาหลียับยั้งการเดินทัพของญี่ปุ่นที่แม่น้ำยาลู แต่พวกเขาใช้เวลาอีกหกปีในการผลักดันให้ผู้บุกรุกออกจากคาบสมุทรเกาหลี



ยุคประวัติศาสตร์เกาหลี

อารยธรรมญี่ปุ่น


          ญี่ปุ่นตั้งอยู่นอกชายฝั่งของเอเชีย 120 ไมล์ ในบางวิธี ญี่ปุ่นเป็นสถานที่สำหรับอาศัยอยู่ลำบาก ที่ดินเพียงร้อยละ 15 เป็นที่ราบเพียงพอสำหรับการทำการเกษตร เกาะญี่ปุ่นมีเชื้อเพลิงธรรมชาติเพียงเล็กน้อย เช่น ถ่านหินและน้ำมัน แต่ญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ มีอากาศอบอุ่น มีปริมาณน้ำฝนเพื่อให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นเกาะ ทะเลจึงมีปลาที่อุดมสมบูรณ์สำหรับเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังป้องกันจากการบุกรุกอีกด้วย

          🎎ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจให้กับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ภูเขาจำนวนมากและปริมาณน้ำฝนชุกของญี่ปุ่นมีผลให้เป็นดินแดนที่เขียวชอุ่ม วัฒนธรรมญี่ปุ่นมักจะเป็นการแสดงออกถึงความรักของความงามตามธรรมชาตินี้ รูปแบบของการแสดงออกอย่างหนึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมที่รู้จักกันเป็นว่า ชินโต (Shinto) ชินโตหมายถึง "วิถีทางแห่งเทพเจ้า" ชินโตตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพต่อธรรมชาติและบรรพบุรุษ ตามคำสอนของชินโต หิน ต้นไม้ แม่น้ำและวัตถุธรรมชาติอื่น ๆ มักจะเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณเทพเจ้า

          🎎เพื่อนบ้านของญี่ปุ่น  เพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงที่สุดของญี่ปุ่น คือ จีนและเกาหลี ทั้งสองประเทศได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น แต่อารยธรรมจีนทรงประสิทธิภาพมีอิทธิพลที่เข้มแข็งที่สุด ในความเป็นจริง จีนได้ให้ชื่อแก่ญี่ปุ่น ชาวจีนพูดถึงเกาะทางทิศตะวันออกว่าเป็น "ดินแดนแห่งดวงอาทิตย์อุทัย (the land of the rising sun)" ซึ่งก็คือ Nippon ในภาษาญี่ปุ่น Nippon คือคำที่ญี่ปุ่นเรียกประเทศของพวกเขา
ประตูโทะริอิ


ประตูโทระริอิ (Torii ฝรั่งเรียก Floating Shinto Gate = ประตูชินโตลอยน้ำ)
เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาชินโต ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่น


          🎎จักรพรรดิของญี่ปุ่น  เป็นเวลาหลายศตวรรษ สังคมญี่ปุ่นได้รับการระเบียบด้วยตระกูลที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพ ตระกูลคือกลุ่มของครอบครัวที่เกี่ยวข้องกันโดยมีบรรพบุรุษร่วมกัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ตระกูลยามาโตะ (Yamato) แห่งญี่ปุ่นตอนกลางได้ก่อตั้งตัวเองเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด จักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นมาจากตระกูลนี้ ประเพณีญี่ปุ่นถือว่าสมาชิกของตระกูลยามาโตะเป็นลูกหลานของเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ จักรพรรดิเป็นมนุษย์ แต่เป็นเพราะประเพณีนี้ ญี่ปุ่นยังปฏิบัติต่อจักรพรรดิในฐานะเป็นเทพเจ้าหรือเหมือนกับเทพเจ้า

          จักรพรรดิเรียกร้องสิทธิในการปกครอง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวขุนนางที่ร่ำรวยมักจะยึดครองอำนาจที่แท้จริง ผู้ปกครองคนหนึ่งที่ยึดครองอำนาจ คือ เจ้าชายโชโตกุ (Shōtoku - SHOH•toh•KOU) ไม่ได้เป็นจักรพรรดิ แต่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคือบุคคลที่ปกครองในขณะที่ผู้ปกครองไม่อยู่ ป่วยหรือเด็กเกินไปที่จะบริหารประเทศ


เจ้าชายโชโตกุ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 7
พร้อมด้วยโอรสทั้งสองของพระองค์

          🎎การปกครองของเจ้าชายโชโตกุ  เจ้าชายโชโตกุ ซึ่งปกครองญี่ปุ่นตั้งแต่คริสต์ศักราช 593 ถึง 622 รู้สึกประทับใจกับวัฒนธรรมจีน พระองค์ได้ส่งนักปราชญ์ญี่ปุ่นไปศึกษายังประเทศจีน นอกจากนี้ พระองค์ยังอ้าแขนรับแรงงานที่มีทักษะจากประเทศจีนไปยังประเทศญี่ปุ่น เจ้าชายโชโตกุได้เปิดสถานทูตในประเทศจีน นอกจากนี้ พระองค์ยังได้วางแนวทางให้กับผู้นำญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการขงจื้อ (ความจริงมีคำสอนของศาสนาพุทธด้วย เนื่องจากผสมผสานกันมาจากจีน – ผู้แปล) เช่น ความจงรักภักดีและความเคารพ แนวทางเหล่านี้กลายเป็นที่รู้จักกันว่า ธรรมนูญ 17 มาตรา (Seventeen-Article Constitution)


          แง่มุมหนึ่งในวัฒนธรรมของจีนที่ประทับใจเจ้าชายโชโตกุ คือ พุทธศาสนา ด้วยการสนับสนุนของโชโตกุ พระพุทธศาสนาจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในประเทศญี่ปุ่น พวกเรารู้แล้วว่าพุทธศาสนามีพื้นฐานมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า (สิทธารถะ เคาตะมะ) พระพุทธเจ้าประสูติในประเทศอินเดีย  ไม่ใช่ประสูติในญี่ปุ่น ดังนั้น ชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาท้าทายลัทธิชินโต ซึ่งเป็นระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น พวกเขาเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการสนับสนุนพุทธศาสนาของเจ้าชายโชโตกุ อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ชาวญี่ปุ่นก็ผสมผสานทั้งสองศาสนาเข้าด้วยกัน (ทำนองเดียวกับอินเดียและไทย ที่ผสมผสานพุทธเข้ากับพราหมณ์เป็นฮินดู – ผู้แปล) พวกเขายอมรับพุทธศาสนา แต่ดัดแปลงพระพุทธศาสนาให้เป็นรูปแบบขนบธรรมเนียมญี่ปุ่นดั้งเดิม ในเวลาเดียวกันพวกเขายังคงปฏิบัติศาสนาชินโตต่อไป

          🎎วัฒนธรรมญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนอย่างไม่ลืมหูไม่ลืมตา แต่ญี่ปุ่นเอาความคิดของต่างชาติเหล่านี้และดัดแปลงวัฒนธรรมเหล่านั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง พระพุทธศาสนาเป็นตัวอย่างที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งของการปฏิบัตินี้

          🎎พุทธศาสนาในญี่ปุ่น พุทธศาสนาเริ่มขึ้นในประเทศอินเดียในยุค 500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จากนั้นก็แพร่กระจายไปยังประเทศจีนและเกาหลี และเข้ามาถึงญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 พุทธศาสนามีอิทธิพลอย่างเข้มแข็งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่น ได้รับความนิยมเป็นครั้งแรกในสังคมชั้นสูงและต่อมาในหมู่ผู้คนทั่วไป ความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ว่า คนจะได้รับความสงบและความสุขได้ โดยการใช้คุณธรรมและภูมิปัญญานำชีวิต ดึงดูความสนใจแก่ผู้คนมากมาย

          รูปแบบหรือนิกายต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนาได้รับการพัฒนาในประเทศญี่ปุ่นหลายศตวรรษที่ผ่านมา นิกายเซน (Zen) ซึ่งถือว่า บางสิ่งบางอย่างที่มีความล้ำค่าและศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ในแต่ตัวบุคคลแต่ละคน กลายเป็นที่นิยมมาก ความเชื่อนั้นให้ความสำคัญในความมีวินัยในตนเอง ความเรียบง่ายและการทำสมาธิ สานุศิษย์ของนิกายเซนมุ่งเน้นการบรรลุสันติสุขภายใน พวกเขาเชื่อว่า ภาพสะท้อนที่เงียบสงบมีประโยชน์มากกว่าการปฏิบัติพิธีกรรมหรือการศึกษาหนังสือทางศาสนา ในขณะเดียวกัน นิกายเซนให้กำลังใจแก่คนที่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ การผสมผสานกันของความเรียบง่ายและความกล้าหาญนี้ทำให้นิกายเซนเป็นที่นิยมของทหาร

          🎎วรรณกรรมญี่ปุ่น  อิทธิพลของจีนยังคงมีอยู่ในวรรณคดีญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่ญี่ปุ่นพัฒนาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของตัวเอง หนึ่งในนักเขียนที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น คือ เลดี้ มุระซะกิ ชิคิบุ (Murasaki Shikibu - MOO•rah•SAH•kee  SHEE•kee•BOO) เธออาศัยอยู่ในราชสำนักของจักรพรรดิในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10  มุระซะกิได้เขียนตำนานเกนจิ (The Tale of Genji) ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของเจ้าชายในราชสำนัก มันเป็นเวลานาน เรื่องจริงมุ่งเน้นไปที่ตัวละครตัวเดียว คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ตำนานนี้เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่สำคัญของโลก

          ในพื้นที่ของละคร ญี่ปุ่นได้พัฒนารูปแบบที่แตกต่างกันสองรูปแบบ คือ โนห์ (noh) และคาบุกิ (kabuki - kuh•BOO•kee) ละครโนห์คือการบรรยายตำนานและนิทานพื้นบ้านหลาย ๆ ครั้ง นักแสดงจะสวมหน้ากากไม้ทาสีเพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ และใช้ท่วงท่า เครื่องแต่งกาย และเพลงเพื่อบอกเล่าเรื่องราว  ละครเหล่านี้ได้รับการละเล่นทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและคนทั่วไป ละครคาบุกิได้ผสมผสานการร้องเพลงและการเต้นรำที่เย้ายวนใจเข้ากับเครื่องแต่งกายอันประณีตและการแต่งหน้าอันหนาเตอะ ละครชนิดนี้เป็นทางการมากขึ้นกว่าละครโนห์ รูปแบบของละครคาบุกิมักจะเกี่ยวข้องกับคนทั่วไป ทั้งละครโนห์และละครคาบุกิยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน



เลดี้มุระซะกิ ผู้เขียนตำนานเกนจิ เล่ารายละเอียดชีวิตในราชสำนักญี่ปุ่น

          🎎รูปแบบพิเศษของบทกวี บางส่วนของบทกวีของญี่ปุ่นอันเป็นที่นิยมมากที่สุด จะสั้นมากเมื่อเทียบกับบทกวีจากประเทศอื่น ๆ รูปแบบสั้น ๆ รูปแบบหนึ่งของบทกวี เรียกว่า ไฮกุ (haiku) มันมีเพียง 17 พยางค์ สามบรรทัด บรรทัดแรกมี 5 พยางค์ บรรทัดที่สองมี 7 พยางค์ และบรรทัดที่สามมี 5 พยางค์  มัตสึโอะ บาโช (Matsuo Basho) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นกวีไฮกุที่ยิ่งใหญ่ เขาได้เขียนบทกวีที่มีจิตวิญญาณอันสะท้อนถึงความเงียบสงบแห่งเซน เช่น บทกวีบทนี้เกี่ยวกับสระน้ำ

                                 An old silent pond . . .
                                          Into the pond a frog jumps,
                                          splash! Silence again.

(มีสระโบราณอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง... กบตัวหนึ่งกระโดดลงไปในสระแห่งนั้น เล่นน้ำ ความสงบก็กลับมาอีกครั้ง.)

          🎎ศิลปะญี่ปุ่นที่โดดเด่น ทั้งสองรูปแบบ ซึ่งมักจะได้รับการแสดงในวรรณกรรมและบทละครญี่ปุ่น มีความเรียบง่ายและความรักในความงามของธรรมชาติ รูปแบบเหล่านี้ยังปรากฏในรูปแบบศิลปะอื่น ๆ ของญี่ปุ่นอีกด้วย

          ญี่ปุ่นก็เหมือนกับจีน เขียนหนังสือด้วยพู่กันและหมึกบนกระดาษ พวกเขาถือว่าการเขียนเป็นวิธีการแห่งการอธิบายความงาม การประดิษฐ์ตัวอักษรคือศิลปะการเขียนที่สวยงาม  ตัวอักษรแต่ละตัวเขียนด้วยสีเป็นระเบียบเป็นชุด ๆ ตามจังหวะแปรง พู่กันทำให้รูปร่างและขนาดของตัวอักษรแตกต่างกันซึ่งแสดงความหมายแตกต่างกัน

          แปรงที่เขียนสีด้วยหมึกบนม้วนกระดาษและผ้าไหม ได้เริ่มต้นขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 6 การออกแบบตามแบบฉบับญี่ปุ่นมีรายละเอียดมาก  แสดงให้เห็นถึงภูมิทัศน์ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์และชีวิตประจำวัน บางครั้งคำบรรยายสั้น ๆ จะถูกเขียนเป็นศิลปะในตัวเอง

          ศิลปะการจัดดอกไม้เป็นประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่ถูกนำไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยชาวพุทธ ผู้คนได้ใช้การเตรียมการแบบง่าย ๆ ซึ่งเน้นความงามของดอกไม้ ชาวสวนที่มีทิวทัศน์เป็นชีวิตจิตใจ ยังพยายามที่จะสร้างสวนเพื่อแสดงให้เห็นความงามของธรรมชาติ สวนดังกล่าวได้รับการจัดด้วยก้อนหินกับทางเดินและดอกไม้หรือต้นไม้เล็กน้อย ในปัจจุบันนี้ การจัดสวนและการจัดดอกไม้ยังคงรูปแบบศิลปะที่สำคัญในประเทศญี่ปุ่น

          🎎การก่อกำเนิดของสังคมทหาร ญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่งและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายโชโตกุในคริสต์ศักราช 622 จักรพรรดิยังคงมุ่งการปกครองที่ศูนย์กลาง แต่เขาก็เป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น มีบางคนซึ่งดูเหมือนจะมีอำนาจ แต่ไม่ปรากฏตัว  ขุนนางเศรษฐีเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 อำนาจของพวกเขาก็เริ่มลดลง
----------------------------------
ภาพลำดับการปกครองของญี่ปุ่นในประวัติศาสตร์


ระบบศักดินาในสังคมญี่ปุ่นโบราณ

1. จักรพรรดิ ผู้ปกครองนี้อยู่ด้านบนของ สังคมญี่ปุ่น แต่มีอำนาจที่แท้จริงเล็กน้อย

2.  โชกุนและไดเมียว (ไดเมียว แปลว่า มูลนาย)  โชกุนเป็นไดเมียวที่สำคัญที่สุดหรือเจ้าของที่ดินที่ยิ่งใหญ่และเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของญี่ปุ่น
3.  ซามูไร  เป็นนักรบของญี่ปุ่น
4.  ชาวนาและช่างฝีมือ ชนเหล่านี้เป็นแรงงานที่เสกสรรปั้นแต่งชนชั้นที่ใหญ่ที่สุด
5.  พ่อค้า แตกต่างจากชาวนาและช่างฝีมือ พวกเขาไม่ได้ผลิตสินค้าสนับสนุนสังคม
------------------------------------------
          🎎ระบบศักดินาในประเทศญี่ปุ่น  เจ้าของที่ดินผู้ยิ่งใหญ่ที่รู้จักในฐานะไดเมียว (DY•mee•OH) ละเลยรัฐบาลกลาง แต่พวกเขาทำหน้าที่มากขึ้นและมากขึ้นในฐานะเป็นผู้ปกครองอิสระในท้องถิ่น พวกเขาได้ว่าจ้างนักรบที่เรียกว่า ซามูไร (samurai - SAM •uh•ry) เพื่อป้องกันและการโจมตีไดเมียวอื่น ๆ

          เนื่องจากอำนาจของไดเมียวเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงทำให้เกิดความวุ่นวายมากมาย  เจ้าของที่ดินผู้น้อยที่ต้องการการป้องกัน พวกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรับใช้ขุนนางเหล่านั้น เพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือจากขุนนางผู้มีอำนาจมากกว่า คนที่ได้รับที่ดินและการคุ้มครองจากขุนนางเป็นการตอบแทนที่ให้การรับใช้ เรียกว่า ข้าราชบริพาร ระบบขุนนาง-ข้าราชบริพารนี้ได้เพิ่มอำนาจให้กับไดเมียว นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของระบบศักดินาในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

          โชกุนและซามูไร  ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 ผู้นำทางทหาร เรียกว่า โชกุน (shoguns) ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่น โชกุนหมายถึง "ผู้บัญชาการกองทัพสูงสุดหรือแม่ทัพใหญ่”  โชกุนไม่ได้เป็นเพียงผู้นำกองทัพเท่านั้น พวกเขายังปกครองประเทศอีกด้วย โดยปกครองในนามของจักรพรรดิ แต่มักจะเอาผลประโยชน์ของตัวเองมาเป็นอันดับแรก โชกุนที่สำคัญคนหนึ่งคือโทะกุงะวะ อิเอะยะสึ (TOH•koo•Gah•gah•WAh EE•yeh•YAH•soo) ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การปกครองของผู้สำเร็จราชการหรือทหาร (โชกุน) เป็นเวลาเกือบ 700 ปี

          โชกุนเป็นผู้นำกองทัพซามูไรอันยิ่งใหญ่ ซามูไร นักรบที่น่ากลัว ได้สาบานว่าจะรับใช้ขุนนางของพวกเขาไปจนวันตาย การตายอย่างมีเกียรติเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขามากกว่าการมีชีวิตที่ยืนยาว ซามูไรใช้ชีวิตโดยจรรยาบรรณที่ไม่ได้เขียนไว้ เรียกว่า บูชิโด (bushido) ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติ ความจงรักภักดีและความกล้าหาญ ซามูไรยังให้คำมั่นสัญญาเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าและความเอื้ออาทรต่อคนยากจน พุทธศาสนานิกายเซนเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตพวกเขา คุณค่าและประเพณีซามูไรยังคงดึงดูดความสนใจแก่ญี่ปุ่นจำนวนมากแม้ในปัจจุบันนี้
----------------------------------------------------------
ผู้สร้างประวัติศาสตร์


ภาพวาดโทะกุงะวะ

โทะกุงะวะ อิเอะยะสึ (มีชีวิตอยู่ระหว่างคริสต์ศักราช 1543 – 1616)
          ความขัดแย้งได้ติดตามโทะกุงะวะ อิเอะยะสึ ซึ่งเป็นโชกุนที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อตอนที่เขาอายุสองขวบ เขาถูกแยกออกจากแม่ของเขาเนื่องจากครอบครัวแตกร้าว  เมื่อเขาอายุได้หกขวบ พ่อของเขาถูกฆ่าตาย เมื่อเป็นผู้ใหญ่ อิเอะยะสึมักจะอยู่ในสงคราม

          เมื่อเขากลายเป็นผู้ปกครอง อิเอะยะสึต้องการจะทำประเทศให้สงบสุขและมั่นคง เขาได้ศึกษาประวัติศาสตร์และสรุปว่า การปกครองที่แข็งแกร่งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่านั้นจึงจะนำความสงบสุขและความมั่นคงมาให้
-----------------------------------------------
          โชกุนผู้เกรียงไกรอีกสามคน  ผู้นำทางทหารที่เข้มแข็งสามคนที่สืบทอดตำแหน่งมาตามลำดับได้ยุติการสู้รบในหมู่ไดเมียว ด้วยการทำเช่นนั้น พวกเขาได้ช่วยในการรวมประเทศ

          ในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1500 โอะดะ โนะบุนะงะ (Oda Nobunaga - OH•dah NOH• boo•NAH•gah) ไดเมียวผู้เกรียงไกร ได้ขึ้นครองอำนาจ ทหารของเขาเป็นชาวญี่ปุ่นพวกแรกที่ใช้ปืนในการต่อสู้ แม้ว่าพวกเขา ซึ่งมักจะมีจำนวนมากกว่า เป็นผู้มีชัยเสมอ ๆ  ด้วยสงครามและการเจรจา โนะบุนะงะได้เข้าควบคุมญี่ปุ่นเกือบครึ่งหนึ่ง

          ไม่นานนักหลังจากที่โนะบุนะงะเสียชีวิตในคริสต์ศักราช 1582 โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ (Toyotomi Hideyoshi - TOH•yoo•TOH• Mee HEE•deh•Yoh•shee) แม่ทัพที่ดีที่สุดของเขา ได้ยึดเอาสถานที่ตั้งของเขา ฮิเดะโยะชิได้ควบคุมญี่ปุ่นทั้งหมด ด้วยกองกำลังและพันธมิตรทางการเมือง เขาเสียชีวิตในคริสต์ศักราช 1598 แล้วแม่ทัพของเขาได้ทำสงครามกันเอง เพื่อการปกครองประเทศญี่ปุ่น ผู้ชนะ คือ โทะกุงะวะ อิเอะยะสึ ตั้งตัวเป็นโชกุนในคริสต์ศักราช 1603 เขาก่อตั้งราชวงศ์ โทะกุงะวะ ครองอำนาจในญี่ปุ่นจนถึงคริสต์ศักราช 1867

          ในขณะที่อิเอะยะสึเป็นโชกุน ญี่ปุ่นกำลังเจริญความสัมพันธไมตรีกับยุโรป แต่อิเอะยะสึและผู้สืบทอดเกิดความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอิทธิพลจากต่างประเทศที่เข้าสู่ญี่ปุ่น ดังนั้นพวกเขาจึงขับไล่พ่อค้าและมิชชันนารีชาวต่างชาติออกไป พวกเขาห้ามศาสนาคริสต์และสำเร็จโทษชาวคริสต์ญี่ปุ่น  นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้ชาวญี่ปุ่นออกจากประเทศญี่ปุ่นและยุติการค้าขายกับต่างประเทศเกือบทั้งหมด ในเวลานั้น ญี่ปุ่นเดินเข้าไปสู่ช่วงเวลาแห่งการอยู่โดดเดี่ยว หรือแยกตัวจากโลก จนถึงคริสต์ทศวรรษที่ 1850

      การดำเนินชีวิตประจำวัน
มองเข้าไปด้านในปราสาทฮิเมจิ (Himeji)



ปราสาทฮิเมจิ


การดำเนินชีวิตในปราสาทฮิเมจิ ญี่ปุ่นโบราณ
          นักรบซามูไรในญี่ปุ่นสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 อาจอาศัยอยู่ในปราสาทขนาดใหญ่ของขุนนาง หรือไดเมียว ที่ได้รับแต่งตั้ง มันอาจจะดูเหมือนปราสาทฮิเมจิที่แสดงให้เห็นในภาพ ไดเมียวได้สร้างขึ้นปราสาทสำหรับการป้องกันเป็นหลัก แต่มันยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดการที่ดินของขุนนางอีกด้วย
          ปราสาทเหล่านี้และเมืองที่สร้างขึ้นรอบปราสาทเป็นที่ตั้งของครอบครัวทหาร เจ้าหน้าที่และซามูไร ดังที่แสดงด้านล่างนี้ มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายมีอิทธิเหนือชีวิตในปราสาทในเวลานี้
1.  ทหาร ในฐานะที่เป็นทหารอาศัยอยู่ในปราสาท คุณก็พร้อมเสมอที่จะปกป้องปราสาท ในระหว่างที่มีความสบสุข คุณได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกอบรมอยู่บนบริเวณปราสาท
2.  อาลักษณ์  ในฐานะที่เป็นอาลักษณ์ คุณได้เขียนจดหมายและทำให้แน่ใจว่าสาส์นได้ส่งมอบให้ซามูไรอื่น ๆ และต่อองค์จักรพรรดิ
3.  เหล่าภรรยาซามูไร  ในฐานะที่เป็นภรรยาของซามูไร คุณให้การศึกษาและสอนมารยาทแก่บุตรสาว อย่างไรก็ตามคุณยังอาจจะบังคับบัญชาทหารของปราสาทขณะที่สามีของคุณไม่อยู่
4.  นันทนาการ  คุณและครอบครัวของคุณอาจจะมีความสุขในความสามารถของนักดนตรี
5.  บ่าวไพร่  ถ้าคุณเป็นคนรับใช้ คุณได้ใช้เวลาในการเตรียมอาหาร ทำความสะอาดห้อง ซักผ้าเสื้อผ้าและทำให้ปราสาทอยู่ในระเบียบเรียบร้อย



                                          https://www.youtube.com/watch?v=GPC9gGNJEV8